ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่าการดื่มน้ำแครนเบอร์รี
วันละ 30 มล.จะช่วยลดจำนวนของแบคทีเรียในปัสสาวะลง และป้องกัน
การติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะปัสสาวะได้ดี

“แครนเบอร์รี่” (Cranberry) คือ ผลไม้ผลสีแดงสดในตระกูลเบอร์รี่ โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Vaccinium macrocarpon ถือกำเนิดขึ้นในแถบทางเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกาและทางตอนใต้ของประเทศแคนนาดาโดยจะมีมากกว่าแครนเบอร์รี่ที่เกิดตามธรรมชาติในทางตอนใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกาและทั่วทวีปยุโรป โดยมีลักษณะเป็นไม้พุ่มแคระ ต้นมีลักษณะเป็นเถา ไม่สูง มีดอกสีขาว ผลสีแดง รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในผลไม้ตระกูลเบอรี่ที่ได้รับความนิยมนำมาสกัดเพื่อทำเป็นอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ

โดยคุณสมบัติหลักๆเป็นผลไม้ที่มีวิตามิน c สูงคุณสมบัติเบื้องต้นคือ ช่วยสร้างภูมิต้านทาน และมีผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่าการดื่มน้ำแครนเบอร์รีวันละ 30 มล. จะช่วยลดจำนวนของแบคทีเรียในปัสสาวะลง และป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะปัสสาวะได้ดี เพราะผลไม้ชนิดนี้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จึงช่วยรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ติดเชื้อในท่อปัสสาวะ ขจัดกลิ่นปัสสาวะได้ดีอีกด้วย

แครนเบอร์รี่มีสารสำคัญอะไรบ้าง

✿  วิตามินต่างๆ ประกอบด้วย วิตามินซี อี เค
✿  แมงกานีส และทองแดง
✿  สารต้านอนุมูลอิสระ เควอซิทิน (Quercetin) พีโอนิดิน (Peonidin) ไมริซิทิน (Myricetin) กรดเออร์โซลิก (Ursolic Acid) และโปรแอนโทไซยานิดิน ชนิดเอ (A-type Proanthocyanidins)
✿  กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid)

ประโยชน์ของแครนเบอร์รี่

1. ต้านโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ผู้หญิงมักจะป่วยเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้มากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงที่ชอบกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ กินน้ำน้อย เวลาเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบก็จะมีอาการเจ็บ แสบขัด เวลาปัสสาวะ จากการศึกษาในกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ กับผลการรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ พบว่าแครนเบอร์รีสามารถลดอัตราการติดเชื้อได้สูงถึง 50% ช่วยป้องกันการยึดเกาะของแบคทีเรียกับเนื้อเยื่อในร่างกาย จึงถูกนำไปใช้เพื่อรักษาอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

มีผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า การดื่มน้ำแครนเบอร์รีวันละ 30 มล. จะช่วยลดจำนวนของแบคทีเรียในปัสสาวะลง และป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะปัสสาวะได้ดี เพราะผลไม้ชนิดนี้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จึงช่วยรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ติดเชื้อในท่อปัสสาวะ ขจัดกลิ่นปัสสาวะได้ดี 

2. ยับยั้งเชื้ออีโคไล (ท้องร่วง)

การรับประทานแครนเบอร์รี่ ยังช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเชื้อแบคทีเรียอีโคไล (E.coli) หรือเชื้อที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงรุนแรง โดยมีรายงานว่าผู้หญิงที่ได้รับสารสกัดจากแครนเบอร์รีอย่างต่อเนื่อง จะช่วยยับยั้งการยึดเกาะตัวของเชื้ออีโคไลได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รับสารสกัดจากแครนเบอร์รี

3. เสริมสร้างภูมิต้านทาน

แครนเบอร์รี่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินซีสูง และยังประกอบไปด้วยสารพฤกษเคมีที่ออกฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น Catechins, Quinic acid, Hippuric acid, Proanthocyanidins, Triterpenoids, และ Tannin จึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม ละยังช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย และช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่มากับอากาศได้ดี

4. ลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ

ช่วยป้องกันมะเร็งและต้านการกลายพันธุ์ของเซลล์ในร่างกาย มีรายงานทางการแพทย์มากมายเกี่ยวกับการบริโภคแครนเบอร์รี่ว่าสามารถช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งรังไข่ มะเร็งต่อมลูกหมากและอื่น ๆ ได้อีกมากมาย โดยสารประกอบฟลาโวนอยด์ (Proanthocyanidins) จะเป็นตัวเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งจากการศึกษาพบว่าสาร Proanthocyanidins สามารถยับยั้งกลไกการเติบโตของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากด้วยหลายกลไก และพบว่าเป็นตัวเลือดที่ดีที่จะนำไปพัฒนาเป็นยาต้านมะเร็งต่อไป และยังมีผลในการทำลายเซลล์มะเร็งรังไข่ได้ โดยสาร Proanthocyanidins จะเหนี่ยวนำให้เซลล์มะเร็งตายลง หรือเมื่อร่วมกับยารักษามะเร็งรังไข่ ก็จะไปช่วยเสริมฤทธิ์ยาในการลดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง การรับประทานแครนเบอร์รี่สามารถช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมในสัตว์ทดลองได้ Proanthocyanidins ที่พบได้มากในผลแครนเบอร์รี่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของยีนมะเร็งและนำไปสู่การตายของเซลล์มะเร็งปอด

5. ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

สาร Proanthocyanidins ในผลแครนเบอร์รี่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด แครนเบอร์รี่ประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระนกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Anthocyanin, Flavonoids, Proanthocyanidins) โดยที่ Flavonoids จะไปยับบั้งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของไขมันเลว (LDL) ทำให้ป้องกันเกิด Oxidized LDL ซึ่งเป็นสาเหตุของหลอดเลือดตีบและอุดตันได้

6. ช่วยลดไขมันเลว (LDL) ในเลือด

ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย สารต้านอนุมูลอิสระจากผลแครนเบอร์รี่สามารถเหนี่ยวนำให้ตัวรับไขมันเลว (LDL) ที่ตับทำงานมากขึ้น ส่งผลทำให้เพิ่มการขับออกของไขมันเลวจากระบบไหลเวียนของเลือด และเพิ่มการนำคอเลสเตอรอลเข้าสู่เซลล์ตับเพื่อขับออกได้ จึงช่วยลดคอเลสเตอรอลได้

7. ลดเลือนริ้วรอย ช่วยชะลอความแก่ให้ “ผู้หญิง”

แครนเบอร์รีอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินซีสูง อุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์นั้น ช่วยกระตุ้นกระบวนการผลิตคอลลาเจนและฟื้นฟูคอลลาเจนใต้ผิว ให้กลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้งจึงช่วยให้ผิวของเรากลับมาเต่งตึง  ช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื่น เกลี้ยงเกลา ผิวมีสุขภาพที่ดีขึ้น และยังได้อีกด้วย

8. ลดการเกิดสิวใหม่

ด้วยสาร Resveratrol (เรสเวอราทรอล) ที่พบในแครนเบอร์รี่เปรียบเสมือนยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการเกิดสิว จึงทำให้การรับประทารแครนเบอร์รี่เป็นประจำ ช่วยลดการเกิดสิวใหม่ และช่วยลดการอักเสบของสิว

9. ผิวเรียบเนียนกระจ่างใส

วิตามินซีที่อยู่ในแครนเบอร์รี่ นอกจากจะช่วยในการป้องกัน และลดความรุนแรงของอาการหวัดแล้ว ยังช่วยให้ผิวพรรณของเราดูเรียบเนียน และกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ และนอกจากจะมีวิตามินซีแล้วในสารสกัดแครนเบอร์รี่ยังอุดมไปด้วยวิตามินอี ที่เป็นตัวแอนตีออกซิแดนท์ (Antioxidant) มีความสามารถในการ ต้านอนุมูลอิสระอันก่อให้เกิดความเสียหายในเซลล์ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของริ้วรอยที่ดูแก่ก่อนวัย โดยมีการศึกษาวิจัยพบว่า การได้รับวิตามินอีที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันและซ่อมแซมการสึกหรอของเส้นผม ผิว และเล็บได้ และยังช่วยยับยั้งการเสื่อมสภาพของผิวช่วยชะลอความแก่ และยังสร้างความชุ่มชื่นไม่แห้งกร้านให้ผิวอีกด้วย