ชนิดและปริมาณวิตามิน ที่ร่างกายต้องการใน 1 วัน

มนุษย์ทุกคนต้องกินอาหารทุกวัน เพื่อให้เกิดการเผาผลาญและถูกนำไปใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันต่อไป สารอาหาร 5 หมู่อันประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่นั้น แต่ละชนิดต่างทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป และมีความสำคัญไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน

.

ในกลุ่มของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน เป็นหมู่อาหารที่เรามักจะได้รับครบถ้วน (และมักจะได้รับมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ) ในขณะที่กลุ่มของวิตามินและเกลือแร่นั้นมักจะขาดเป็นประจำ โดยเฉพาะในกลุ่มของวิตามินที่ละลายน้ำอย่างวิตามินบีและวิตามินซี เนื่องจากร่างกายมีการขับออกทุกวันในรูปของปัสสาวะ ต่างกับกลุ่มวิตามิน A, D, E และ K ที่ละลายในไขมัน จึงสามารถสะสมในร่างกายได้ แต่ก็ยังเป็นที่ต้องการของร่างกายอยู่ดี ซึ่งในแต่ละวันร่างกายมีความต้องการวิตามินชนิดต่าง ๆ ดังนี้

  1. วิตามินเอ ช่วยเสริมการบำรุงในเรื่องของการมองเห็น บำรุงสายตา กระดูก ฟัน เหงือก รวมถึงเรื่องการอักเสบของผิว จุดด่างดำ โดยร่างกายมีความต้องการในวันละ 800 ไมโครกรัม
  1. วิตามินบี มีหลากหลายชนิด ได้แก่วิตามินบี 1, บี 2, บี 3, บี 5, บี 6, บี 9, บี 12 และไบโอติน (จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินบีชนิดหนึ่ง) ซึ่งแต่ละชนิดให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่างกัน และร่างกายต้องการในปริมาณที่แตกต่างกัน ดังนี้
  • วิตามินบี 1 (ไทอะมีน) ช่วยบำรุงระบบประสาท บำรุงสมอง ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโต บำรุงกล้ามเนื้อ ช่วยให้หัวใจทำงานเป็นปกติ สามารถรักษาโรคงูสวัดและเหน็บชาได้ บรรเทาอาการเมารถ เมาเรือ หรือเมาเครื่องบินได้ ร่างกายต้องการวันละ 5 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) ช่วยบำรุงผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น ลดอาการอ่อนล้าของสายตาจากการทำงาน ลดความเจ็บปวดจากอาการไมเกรน ร่างกายต้องการวันละ 7 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 (ไนอะซิน) มีส่วนสำคัญในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายให้ลดลง ช่วยเผาผลาญไขมัน ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ลดอาการวิงเวียนศีรษะของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ร่างกายต้องการวันละ 20 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 5 (กรดแพนโทเทนิก) ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายป้องกันอาการอ่อนเพลีย ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ รักษาอาการเหน็บชาที่มือและเท้า ร่างกายต้องการวันละ 6 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 (ไพริด็อกซิน) ป้องกันการเกิดนิ่วในไต ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ทำให้ร่างกายดูดซึมโปรตีนและไขมันได้ดียิ่งขึ้น ป้องกันโรคทางประสาทและโรคผิวหนังบางชนิด และช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายได้ ร่างกายต้องการวันละ 2 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 9 (โฟเลต) ช่วยบำรุงผิวพรรณ แก้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ ป้องกันแผลร้อนใน พยาธิในลำไส้ และอาการแพ้จากอาหารเป็นพิษ หากรับประทานร่วมกับพาบา (PABA) และวิตามินบี 5 ช่วยชะลอให้ผมขาวช้าลงได้ ร่างกายต้องการวันละ 200 ไมโครกรัม
  • วิตามินบี 12 (โคบาลามิน) บำรุงระบบประสาท ทำให้ระบบประสาทแข็งแรง เพิ่มสมาธิ ความจำ และการทรงตัว บรรเทาอาการหงุดหงิด ลดความเครียด เพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย และสามารถทำให้ร่างกายนำไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตไปใช้ได้อย่างเหมาะสม ร่างกายต้องการวันละ 2 ไมโครกรัม
  • ไบโอติน (วิตามินบี 7) ช่วยรักษาสุขภาพผิวพรรณ เส้นผมและเล็บ บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ช่วยเผาผลาญไขมันและโปรตีน ร่างกายต้องการวันละ 150 ไมโครกรัม
  1. วิตามินซี ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย ลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ ป้องกันหวัด ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ร่างกายต้องการวันละ 60 มิลลิกรัม
  1. วิตามินดี ช่วยเสริมการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกาย ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของกระดูกและฟัน ช่วยป้องกันหวัด (เมื่อรับประทานร่วมกับวิตามินเอและซี) ร่างกายต้องการวันละ 5 ไมโครกรัม
  1. วิตามินอี ป้องกันอนุมูลอิสระ ชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพของเซลล์ ป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL Cholesterol) ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด รวมถึงอัมพฤกษ์ อัมพาต ร่างกายต้องการวันละ 10 มิลลิกรัม

.

  1. วิตามินเค ป้องกันเลือดออกภายในและเลือดออกไม่หยุด บรรเทาอาการประจำเดือนมามากกว่าปกติ ช่วยในกระบวนการสร้างลิ่มเลือด ป้องกันกระดูกเปราะ ร่างกายต้องการวันละ 80 ไมโครกรัม

.

จากปริมาณวิตามินต่าง ๆ ที่ร่างกายควรได้รับใน 1 วันนั้นอาจดูเหมือนไม่มากก็จริง แต่ก็ขาดไม่ได้ และหากได้รับมากเกินไปก็สามารถส่งผลเสียได้เช่นเดียวกัน แม้แต่วิตามินชนิดที่ละลายในน้ำก็ตาม จึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากไม่น้อยเกินไป จะส่งผลดีต่อร่างกายที่สุด

ด้วยความปรารถนาดีจาก

Interpharma Thailand

ข้อมูลอ้างอิงจาก บัญชีสารอาหารที่แนะนำให้ควรบริโภคประจำวันสำหรับคนไทย อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai Recommended Daily Intakes – Thai RDI) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข