แม้ว่าการใช้โปรไบโอติก ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทย แต่สำหรับในต่างประเทศกลับมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีงานวิจัยเรื่องโปรไบโอติกมากมาย

 พญ. พัฒศรี เชื้อพูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging Medicine)บอกว่า ที่เป็นเช่นนี้ เพราะโปรไบโอติก จัดเป็นอาหารเสริมซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เข้าไปทำหน้าที่เหมือน “ปราการ” ป้องกันสารพิษ สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย

ที่แท้แล้วปราการของร่างกายที่สำคัญที่สุดคือลำไส้

โดยปกติแล้วร่างกายจะมีระบบในการรักษาสมดุลของแบคทีเรียทั้งชนิดดีและไม่ดีอยู่แล้ว นั่นคือ เซลล์ลำไส้ที่อยู่ติดผนังลำไส้จะทำหน้าที่เลือกเฉพาะอาหารที่ย่อยแล้วเข้าสู่ร่างกายเท่านั้น แต่ในบางภาวะ เช่น เมื่อร่างกายได้รับสารพิษ สารปนเปื้อน ยาฆ่าเชื้ออย่างพร่ำเพรื่อ หรือแม้แต่การรับประทานของหวาน และมันเป็นประจำ จะทำให้แบคทีเรียดีในร่างกายลดจำนวนลง หรือแบคทีเรียไม่ดีก่อตัวขึ้นในลำไส้จนทำให้ระบบป้องกันร่างกายทางธรรมชาติสูญเสียไปในที่สุด นั่นคือการทำงานของเซลล์ลำไส้ผิดไปจากเดิม ไม่มีการแยกแยะระหว่างอาหารที่ย่อยแล้ว และอาหารที่ยังไม่ย่อย ทำให้อาหารที่ยังไม่ย่อยเข้าสู่ร่างกาย เกิดการต่อต้าน (Anti-Body) นำไปสู่การเกิดอาการท้องอืด มีแก๊สในท้อง ปวดศีรษะ ไมเกรน ภูมิแพ้ มีสิวอักเสบ อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ และอาจเกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้า เป็นต้น นอกจากนี้ภาวะแบคทีเรียในร่างกายไม่สมดุลอาจก่อให้เกิด                      ตกขาว หรือติดเชื้อในช่องคลอด หรือระบบทางเดินอาหารได้

หญิงตั้งครรภ์ ทารก และผู้สูงวัย จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่แบคทีเรียไม่ดีจะแพร่กระจายในร่างกายมากกว่าคนสุขภาพดีทั่วไป เนื่องจากแม่ตั้งครรภ์จะถูกทารกในครรภ์ดึงสารอาหารไปใช้ในการเจริญเติบโต ส่วนทารกยังมีแบคทีเรียดีในร่างกายต่ำ และผู้สูงวัยมีความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้นตามร่างกาย กลุ่มคนเหล่านี้จึงต้องการโปรไบโอติกไปเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ