ทำไมถึงไม่ควรใช้ “ยาระบาย” เมื่อมีอาการท้องผูก - Interpharma Group

ทำไมถึงไม่ควรใช้ “ยาระบาย” เมื่อมีอาการท้องผูก

ทำไมถึงไม่ควรใช้ ยาระบาย เมื่อมีอาการท้องผูก

หลายคนเมื่อมีอาการท้องผูก ขับถ่ายยาก อุจจาระเป็นก้อนแข็ง มักจะนึกถึงยาระบายเป็นตัวเลือกแรก ๆ สำหรับการแก้ปัญหา ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเนื่องจากสรรพคุณที่ช่วยในการขับถ่าย ระบายของเสียออกไปให้ไวที่สุดและง่ายต่อการใช้งาน แต่ตัวเลือกที่ง่ายเช่นนี้แท้จริงแล้วกลับไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะในระยะยาวแล้วการใช้ยาระบายติดต่อกันสามารถส่งผลเสียต่อลำไส้ได้


เป็นเรื่องจริงที่ว่ายาระบายนั้นเป็นยาที่ใช้สำหรับรักษาอาการท้องผูก โดยการกระตุ้นการทำงานลำไส้ หรืออาจเพิ่มความอ่อนนุ่มให้กับอุจจาระ ทำให้อุจจาระเคลื่อนตัวได้สะดวกและง่ายต่อการขับถ่าย ช่วยให้ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียที่ตกค้างอยู่ภายในลำไส้ได้เมื่อเกิดอาการท้องผูก


แต่การใช้ยาระบายเป็นประจำนั้นจะทำให้ลำไส้เคยชินกับการถูกกระตุ้น ซึ่งนำไปสู่อาการ “ลำไส้ติดยาระบาย” ทั้ง ๆ ที่ร่างกายมนุษย์นั้นมีกลไกในการขับถ่ายโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งยาระบายอยู่แล้ว แทนที่ระบบขับถ่ายจะได้ทำงานตามธรรมชาติ กลับกลายเป็นว่าต้องพึ่งยาระบายอยู่เรื่อยไปเพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน เมื่อไม่มียาระบายมากระตุ้นก็ถ่ายไม่ออก เพราะเกิดอาการลำไส้ขี้เกียจไปเสียแล้ว


นอกจากนี้ยาระบายบางประเภทนั้นมีผลข้างเคียงทำให้เยื่อบุผนังลำไส้เหี่ยว กล้ามเนื้อใต้เยื่อบุผิวลำไส้หนามากขึ้น ปมประสาทเสื่อมและเกิดการสูญเสียโปรตีนจากการดูดซึมที่ผิดปกติของลำไส้อีกด้้วย การใช้ยาระบายจนติดเป็นนิสัยจึงเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายต่าง ๆ ซึ่งอาจลุกลามไปถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เลยทีเดียว


การแก้ปัญหาท้องผูกด้วยยาระบายจึงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน แต่ต้องเริ่มต้นที่การปรับพฤติกรรมด้านการบริโภคอาหารและการออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยให้อาการท้องผูกทุเลาลงหรืออาจทำให้หายขาดได้ ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 1.5 – 2 ลิตรต่อวัน เพื่อช่วยเพิ่มปริมาตรกากอาหารในลำไส้และทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม
  2. รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์หรือใยอาหารปริมาณมาก โดยแนะนำวันละ 25 – 30 กรัม เพื่อช่วยเพิ่มกากอาหารและดูดน้ำไว้ภายในช่องลำไส้ นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารเช้าภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอน จะช่วยกระตุ้นลำไส้ให้ขับถ่ายได้
  3. รับประทานโปรไบโอติกเพื่อปรับสมดุลแบคทีเรียภายในลำไส้ โดยโปรไบโอติกจะสังเคราะห์กรดอะมิโนที่จะกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ผลิตแก๊สที่ช่วยผลักดันอุจจาระและขจัดเชื้อโรคออกจากลำไส้ ทั้งยังช่วยเพิ่มมวลและความนุ่มให้กับอุจจาระ ทำให้ขับถ่ายได้สะดวก
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ร่างกายทุกส่วนรวมถึงทางเดินอาหารมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นและทำให้เกิดการขับถ่าย
  5. ฝึกถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาจนติดเป็นนิสัย พยายามอย่าใช้เวลานั่งถ่ายอุจจาระเกิน 5 – 10 นาที และหลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระแรง

เมื่อมีอาการท้องผูกเกิดขึ้นอย่าเพิ่งมองหายาระบาย แต่ให้ลองหาดูก่อนว่าพอจะสามารถแก้ไขด้วยวิธีอื่น ๆ ได้หรือไม่ (เช่นแนวทางปฏิบัติในข้างต้น) และให้ยาระบายเป็นทางเลือกอันดับท้าย ๆ หากจำเป็นต้องใช้ยาระบายจริง ๆ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อให้เราสามารถใช้ยาได้ในปริมาณที่เหมาะสม รักษาได้อย่างตรงจุด และหยุดยาทันทีเมื่อหายจากอาการท้องผูกแล้ว


ด้วยความปรารถนาดี
Interpharma Thailand

PROBAC7 ผลิตภัณฑ์ Total Synbiotic (ซินไบโอติก) ที่เหนือกว่า Probiotic (โพรไบโอติก) ทั่วไป


ด้วยส่วนประกอบของ Probiotic ถึง 6 ชนิด และ Pre-biotic (อาหารของจุลินทรีย์ Probiotic) ที่ช่วยเสริมการเติบโตของจุลินทรีย์ที่ดี สร้างสมดุลให้ระบบขับถ่าย ชะลอวัย


มีงานวิจัยที่ชี้ว่า “โพรไบโอติก (Probiotic)” สามารถใช้บำบัดรักษาโรคลำไส้อักเสบนี้ได้ โดยถูกตีพิมพ์ในวารสาร The European Journal of Gastroenterogy and Hepatology เมื่อปี 2003 โดยพบว่าร้อยละ 71 ของผู้ป่วยที่รับโปรไบโอติกเป็นเวลา 4 สัปดาห์มีอาการดีขึ้น


PROBAC7
ผลิตภัณฑ์ Total Synbiotic จาก Interpharma ประกอบด้วยโปรไบโอติกหลากหลายสายพันธุ์ และพรีไบโอติก ในสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งทั้งหมดมีเอกสารทางการแพทย์รองรับว่าปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีจำนวนเชื้อต่อซองมากกว่า 50,000 ล้าน CFU ตรวจสอบโดยห้องแลปที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองการผลิตระดับสากล GMP และสำนักงานกรรมการอาหารและยา (อย.)


PROBAC7 ชนิดกล่อง 30 ซอง ราคากล่องละ 1,800 บาท แพ็คคู่สุดคุ้ม! ซื้อ 2 กล่องราคาพิเศษ 3,000 บาท


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสามารถสั่งซื้อโดยตรงได้ 3 ช่องทาง ได้แก่
📞Call center : 094-956-9536
💻Inbox : m.me/InterpharmaThailand
📱Line : @interpharma #แอดไลน์ด่วนคลิก https://lin.ee/huxD1c0
🛍Shopee : https://shopee.co.th/interpharma.official