บทที่ 1 ปวดเข่ารักษาได้

 

เชื่อว่าหลายคนอาจจะพบเจอบุคคลในครอบครัว หรือคนรอบข้างที่พอมีอายุมากขึ้น เริ่มมีอาการปวดเข่า ซึ่งอาการปวดข้อเข่า (หรือข้อต่างๆ)โดยมากเป็นผลมาจากภาวะการอักเสบของข้อ  โดยอาจเกิดจากการอักเสบที่กระดูก หรือส่วนประกอบของข้อทั้งหมดก็ได้ เช่น ที่ผิวกระดูกอ่อน เส้นเอ็น เป็นต้น

 

แต่การการจะวินิจฉัยหาสาเหตุไม่ง่าย เพราะสาเหตุของข้ออักเสบที่เป็นไปได้นั้นมีอยู่ หลายร้อยสาเหตุ แต่ส่วนหนึ่งมาจากการใช้งานข้อเหล่านั้นมากเกินไป มากเกินที่จะรับไหว หรือเกิดจากการรับน้ำหนักที่มากไป(ในข้อเข่า)

 

การปวดเข่าจากภาวะข้อเสื่อมนั้น เป็นภาวะที่พบได้บ่อยทั้งในผู้สูงอายุและผู้ที่มีน้ำหนักมาก เกิดขึ้นเมื่อผิวกระดูกอ่อนถูกทำลายโดยอาจมีการลอกหลุด หรือบางลงจนมีอาการปวดหรือข้อไม่อาจเคลื่อนไหวได้สะดวกเหมือนเดิม เมื่อคนไข้มาพบแพทย์ ด้วยอาการ ข้อติด ปวดบวม พักฟื้นแล้วยังก็ไม่หาย แพทย์จะหาสาเหตุที่แท้จริงโดยการซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น หรืออาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรืออื่น ๆ เพิ่มเติม

 

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือมีโรคแทรกซ้อน แพทย์ก็จะช่วยเหลือและแนะนำวิธีการอื่น ๆ ที่เหมาะสมอย่างเช่นการใช้ยาบรรเทาอาการปวดและลดอาการอักเสบไปพร้อม ๆ กับการแก้ไขไปถึงต้นเหตุซึ่งอาจเป็นโรคเรื้อรังหรือความผิดปกติอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อเนื่องมายังข้อการฉีดยา การรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู การใช้อุปกรณ์ประคองข้อการถนอมการใช้ข้อ การทำกายภาพบำบัด เป็นต้น แต่หากอาการของผู้ป่วยหนักหนาสาหัสจริง ๆ แพทย์ก็จะเลือกใช้การผ่าตัด

 

เราจะทราบไรอย่างไรว่ามีอาการข้อเสื่อม ข้ออักเสบ

 

เนื่องจากลักษณะของข้อเสื่อมนี้จะค่อยๆ เป็น ค่อยๆไป  และสามารถพบได้ทุกข้อ โดยเฉพาะข้อที่ต้องรับน้ำหนักเป็นประจำ อาการเริ่มด้วยอาการปวด โดยมากมักจะปวดตอนเช้า  บางคนอาจข้อขยับได้น้อยลง เกิดเสียงกระดูกเสียดสีกัน หลังจากนั้นข้อจะโต อักเสบขึ้นมา เนื่องจากมีการสร้างกระดูกอ่อน เอ็น และเนื่อเยื่อเพิ่มขึ้น อีกทั้งจะมีการหลั่งสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบออกมาอยู่ตลดเวลา จึงทำให้ปวดมากขึ้น

 

การรักษา นั้นแพทย์จะพิจารณาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต การทานอาหารและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ในรายที่ปวดมากอาจมีการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาแก้ปวดชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ โดยไปลดการเจ็บปวดบริเวณข้อ ไม่ได้ทำให้โรคข้อเสื่อมดีขึ้น อีกทั้งยากลุ่มนี้ระคายกระเพาะ และมีผลข้างเคียงต่อการทำงานของตับ และไต ดังนั้นควรระมัดระวังถ้าต้องทานเป็นเวลานาน

 

แพทย์อาจแนะนำ สารอาหารประเภทไขมันดี  นั่นคือ กรดไขมันในกลุ่ม โอเมก้า-3 (Omega-3-polyunsaturated fatty acid) ซึ่งมีกรดไขมันหลักๆ อยู่สองตัว คือ EPA (Eicosapentaenoic Acid)  มีคุณสมบัติในการลดอาการอักเสบ อาการตึงแน่น และอาการข้อยึดตอนเช้า ในผู้ป่วยที่มีอาการข้อเสื่อม และ DHA (Docosahexaenoic Acid) ซึ่งตัวหลังนี้ช่วยในเรื่องฟื้นฟูเซลล์สมองและจอประสาทตา

 

บทความโดย นพ.สมบูรณ์ รุ่งพรชัย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย และเวชศาสตร์การกีฬา ศูนย์ Vitallife Wellness Center  ร.พ.บำรุงราษฎร์

References

1.      Lewis RA, Lee TH, Austen KF: Effects of omega-3 fatty acids on the generation of products of the 5-lipoxygenase pathway. In Simopoulos AP, Kifer RR, Martin RE (eds): “Health Effects of Polyunsaturated Fatty Acids in Seafoods.” Orlando, Academic Press, pp 227–238, 1986.

2.      Omega-3 Fatty Acids and Inflammatory Processes ,Nutrients 2010, 2, 355-374; doi:10.3390/nu2030355.

Pure Krill Oil บรรจุกล่องละ 30 แคปซูล รับประทานวันละ 1 แคปซูล

Krill Oil กำลังมาแทนที่ Fish Oil จากผลการศึกษาทั่วโลกแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่สูงกว่าทั้งในแง่ของคุณค่าสารอาหาร และผลข้างเคียงที่น้อยกว่าอย่างปฏิเสธไม่ได้ และนี่คือ 3 เหตุผลที่บอกคุณว่าทำไมควรเปลี่ยนมาทาน Krill Oil แทน Fish Oil

 

“Krill Oil กำลังมาแทนที่ Fish Oil”

 

1) น้ำมัน Omega3 ใน Krill Oil มีประสิทธิภาพสูงกว่า Fish Oil ด้วยรูปแบบ Phospholipids

Omega3 ใน Krill Oil แตกต่างกับน้ำมันปลา เพราะอยู่ในรูปแบบ Phospholipids ในขณะที่ Fish Oil จะอยู่ในรูปแบบของ Triglyceride

ซึ่งจากการศึกษาทั่วโลกพบว่า Omega3 ในรูปแบบ Phospholipids ที่มีโมเลกุลเล็กกว่าโมเลกุลรูปแบบ Triglyceride ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึม Omega3 ไปใช้ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากกว่า นอกจากนี้โครงสร้างที่เป็น Phospholipid ซึ่งมีส่วนที่เป็น Polar head และมีส่วนที่เป็น Non-Polar น้อยกว่า Triglyceride ยังละลายน้ำได้ดีกว่า จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึม Krill Oil ไปใช้ได้ดีกว่าด้วยเช่นเดียวกัน

 

2) ความเสี่ยงในการปนเปื้อนสารโลหะหนักน้อยกว่า

ในปัจจุบันทั่วโลกมีความกังวลเกี่ยวกับ Fish Oil ว่าอาจมีการปนเปื้อนของสารโลหะหนักมากับผลิตภัณฑ์ เพราะสิ่งมีชีวิตมหาสมุทรปัจจุบันมีการปนเปื้อนสารโลหะหนักมากขึ้น และ Fish Oil ที่ได้จากปลาทะเลขนาดใหญ่ เช่น ปลาทูน่า ก็อาจปนเปื้อนสารโลหะหนักจากการกินสัตว์อื่นในมหาสมุทร

ในขณะที่ Krill เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยในน้ำลึก สภาวะที่มีการปนเปื้อนน้อย และยังเป็นสิ่งมีชีวิตแรกของห่วงโซ่อาหาร (เป็นอาหารให้กับปลาชนิดอื่นๆ รวมถึงปลาวาฬ) จึงไม่ได้รับการปนเปื้อนจากการกินสัตว์อื่น

ทำให้ Krill เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยจากสารโลหะหนักมากกว่า Fish Oil

 

3) ไม่ทำเรอหรือลมหายใจมีกลิ่นคาวปลา

อีกหนึ่งผลข้างเคียงจากการทานน้ำมันปลาที่ทำให้เสียบุคลิกอย่างแรง คือ การทานต่อเนื่องอาจทำให้ลมหายใจ และเรอออกมามีกลิ่นเหม็นคาวปลา (fish odor)  หรือถ้าหนักมากๆ อาจถึงขั้นมีกลิ่นตัวเป็นกลิ่นคาวปลา! แต่ผลข้างเคียงนี้จะไม่เกิดขึ้นกับการทาน Krill Oil

 

Pure Krill Oil เหมาะกับผู้ที่ต้องการรับประทาน Omega3 ที่ดีกว่า Fish Oil เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในกลุ่มน้ำมัน Omega3 ในปัจจุบัน

 

Pure Krill Oil บรรจุกล่องละ 30 แคปซูล รับประทานวันละ แคปซูล