มะเร็ง ฆาตกรเงียบ

บทที่ 1 มะเร็ง ฆาตกรเงียบ

.

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่า 90-95% ของสาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็งเนื่องมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนที่เหลืออีก 5-10% เนื่องมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

.

คำว่า “สิ่งแวดล้อม” ที่ใช้โดยนักวิจัยโรคมะเร็งนั้น หมายถึงสาเหตุใดๆ ที่ไม่ได้มาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่นวิถีการดำเนินชีวิต ปัจจัยทางเศรษฐกิจ พฤติกรรม และมลพิษ

.

ปัจจัยแวดล้อมที่พบบ่อยที่นำไปสู่การตายของโรคมะเร็ง ได้แก่ ยาสูบ (25-30%) อาหารและโรคอ้วน (30-35%) การติดเชื้อ (15-20%) การสัมผัสกับรังสี (ทั้งโอโซนและไม่โอโซน 10%) ความเครียด ขาดการออกกำลังกาย และมลพิษสิ่งแวดล้อม

.

“ในตอนนี้เรามาดูปัจจัยต่างๆที่มีงานวิจัยว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง”

.

1) การสูบบุหรี่กับโรคมะเร็ง

อุบัติการณ์ของโรคมะเร็งปอดมีความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ เมื่อมีคนสูบบุหรี่มากขึ้น 20 ปีต่อมาก็มีผู้เสียชีวิตเนื่องจากมะเร็งปอดมากขึ้นตามกัน เพราะบุหรี่มี “สารก่อมะเร็ง” (carcinogens) อีกทั้งควันบุหรี่ยังทำร้ายคนรอบข้างอีกด้วย ควันของยาสูบ/บุหรี่ มีสารก่อมะเร็งที่รู้จักกันมากกว่าห้าสิบอย่าง รวมทั้งไนโตรซามีน และ polycyclic aromatic hydrocarbon ยาสูบจึงเป็นสาเหตุหนึ่งในสามของทั้งหมดที่เสียชีวิตจากมะเร็งในประเทศที่พัฒนาแล้ว  เราพบความสัมพันธ์ว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอดถึง 90% นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในกล่องเสียง, ในศีรษะ, ในลำคอ, ในกระเพาะอาหาร, ในกระเพาะปัสสาวะ, ในไต, ในหลอดอาหาร, และในตับอ่อน

.

2) แอลกอฮอล์กับโรคมะเร็ง

ในยุโรปตะวันตก 10% ของมะเร็งในเพศชายและ 3% ของมะเร็งทั้งหมดในเพศหญิงจะมีสาเหตุมาจากการดื่มสุรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งตับและมะเร็งทางเดินอาหาร

.

3) มะเร็งที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสสารเคมีขณะทำงาน

เชื่อว่าจะเป็นสาเหตุระหว่าง 2-20% ของทุกกรณี ในทุกๆปี อย่างน้อย 200,000 คนทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ทำงานของพวกเขา คนงานหลายล้านมีความเสี่ยงของการพัฒนาสู่โรคมะเร็งเช่นโรคมะเร็งปอดและโรคจากการสูดดมควันบุหรี่หรือ เส้นใยแร่ใยหินในระหว่างการทำงานหรือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจากการสัมผัสกับสารเบนซีนที่สถานที่ทำงานของพวกเขา

.

4) อาหาร การไม่ออกกำลังกาย และโรคอ้วน

เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตจากมะเร็งได้ถึง 30-35% ในสหรัฐอเมริกา  และการศึกษาในสหราชอาณาจักรรวมทั้งข้อมูลของประชากร 5 ล้านคนแสดงให้เห็นว่าดัชนีมวลกายที่สูงขึ้นจะเกี่ยวข้องอย่างน้อยกับ 10 ชนิดของโรคมะเร็ง  ส่วนการไม่ออกกำลังกายเชื่อว่าจะนำไปสู่ความเสี่ยงโรคมะเร็ง ไม่เพียงแต่ผ่านทางผลกระทบต่อน้ำหนักตัว แต่ยังผ่านผลกระทบด้านลบต่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบต่อมไร้ท่อ  ส่วนการรับประทานอาหารมากเกินไป การกินผักน้อยเกินไปหรืออาหารบางอย่างจะเชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด อาหารที่มีเกลือสูงเชื่อมโยงกับโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร  อะฟลาท็อกซินบี 1ซึ่งเป็นสารปนเปื้อนอาหารที่พบบ่อยประเภทหนึ่งในถั่วทำให้เกิดโรคมะเร็งตับได้ เป็นต้น

.

5) การติดเชื้อกับโรคมะเร็ง

ทั่วโลกประมาณ 18% ของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อ

=>  ไวรัสที่สามารถทำให้เกิดมะเร็งได้เรียกว่า oncovirus ซึ่งรวมถึง human papillomavirus (มะเร็งปากมดลูก), Epstein-Barr ไวรัส (โรค B-cell lymphoproliferative และโรคมะเร็งโพรงหลังจมูก), herpesvirus sarcoma ของ Kaposi (เนื้องอก Kaposi และ primary effusion lymphomas), ไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบ C (มะเร็งตับ), และ human T -cell ไวรัส-1 โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemias T-cell)

=>  การติดเชื้อแบคทีเรียยังอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง เช่น การติดเชื้อ Helicobacter pylori สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร

=>  การติดเชื้อปรสิตเกี่ยวข้องอย่างมากกับโรคมะเร็งรวมถึง Schistosoma haematobium (มะเร็งเซลล์ squamous ของกระเพาะปัสสาวะ) และพยาธิใบไม้ในตับ, Opisthorchis viverrini และ Clonorchissinensis (มะเร็งท่อน้ำดี)

.

6) โรคมะเร็งที่เกิดขึ้นจากการฉายรังสี

10% ของมะเร็งที่แพร่กระจายเกี่ยวข้องกับการได้รับรังสี การสัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์เป็นเวลานานสามารถนำไปสู่มะเร็งผิวหนังแบบ melanoma และมะเร็งผิวหนังร้ายแรงอื่น ๆ หลักฐานที่ชัดเจนได้ชี้ไปที่รังสีอัลตราไวโอเลต โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลื่นความยาวขนาดกลางที่ไม่ใช่โอโซน (UVB) ว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง

.

7) พันธุกรรม

โรคมะเร็งที่ติดต่อทางกรรมพันธุ์เบื้องต้นเป็นสาเหตุมาจากข้อบกพร่องในการถ่ายทอดทางพันธุกรรม น้อยกว่า 0.3%ของประชากรจะเป็นพาหะของการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมที่มีผลกระทบอย่างมากต่อความเสี่ยงโรคมะเร็ง เช่น การกลายพันธุ์บางอย่างที่ได้รับการถ่ายทอดในยีน BRCA 1 และ BRCA2 ที่มีความเสี่ยงมากกว่า 75% ของมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิด hereditary nonpolyposis (HNPCC หรือ Lynch syndrome) ซึ่งมีอยู่ในประมาณ 3% ของผู้ที่มีโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

.

8) สารที่มีการสัมผัสทางกายภาพ

สารบางชนิดทำให้เกิดโรคมะเร็ง ได้แก่การสัมผัสกับแร่ใยหินเป็นเวลานานเป็นสาเหตุสำคัญของโรค mesothelioma (โรคมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดในเนื้อเยื่อรอบปอด)

.

9) ฮอร์โมน

ฮอร์โมนบางชนิดมีบทบาทสำคัญในการพัฒนามะเร็ง ฮอร์โมนเป็นตัวการสำคัญในการเกิดโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับเพศ เช่นโรคมะเร็งของเต้านม, เยื่อบุมดลูก, ต่อมลูกหมาก, รังไข่, และอัณฑะ รวมทั้งโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์และมะเร็งกระดูก ตัวอย่างเช่น หญิงที่มีมารดามีมะเร็งเต้านมจะมีระดับของเอสโตรเจนและโปรเจสเทอโรน ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าหญิงที่มีมารดาที่ไม่มีมะเร็งเต้านม การเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมนอาจจะอธิบายได้ว่าทำไมผู้หญิงเหล่านี้จึงมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้แม้ว่าจะไม่มียีนมะเร็งเต้านม เป็นต้น

.

หลายครั้งที่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์ว่าอะไรทำให้เกิดโรคมะเร็งในบุคคลหนึ่ง ๆ เพราะมะเร็งส่วนใหญ่มีสาเหตุหลายอย่าง การคาดการณ์การอยู่รอดระยะสั้นหรือระยะยาวเป็นเรื่องยากและขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือชนิดของโรคมะเร็ง อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย คนที่มีความอ่อนแอเนื่องจากปัญหาสุขภาพอื่น ๆ จะมีอัตราการรอดตายต่ำกว่าคนที่มีสุขภาพดี

 

“การวินิจฉัยมะเร็ง”

.

1) การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ ในมะเร็งที่เป็นก้อนทั่วไป หรือ การตรวจเนื้อไขกระดูกในมะเร็งเม็ดเลือด จะช่วยในการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งได้อย่างแน่นอน ถือเป็นการวินิจฉัยขั้นสูงสุด

2) การตรวจโดย Ultrasound, CT scan, MRI, X-rays เพื่อดูภาพของก้อนมะเร็ง เป็นการวินิจฉัยที่พอบอกได้ แต่ไม่ใช่การยืนยันการเป็นมะเร็งที่แน่นอน

3)การเจาะเลือดเบื้องต้นเพื่อดูค่าบ่งชี้ของมะเร็ง

.

“อาการที่สำคัญของผู้ป่วย”

อาการของมะเร็งที่พบมากคือ อาการปวด

สาเหตุของ ความเจ็บปวดที่พบบ่อยมากที่สุดจากมะเร็ง คือ การแพร่กระจายของเนื้องอก เช่น แพร่กระจายไปที่กระดูก การกดเบียดทับเส้นประสาทการลุกลามสู่อวัยวะภายใน และหลังเยื่อบุช่องท้อง เป็นต้น

.

การรักษาโรคมะเร็ง หลักๆ ก็คือการผ่าตัด, เคมีบำบัด, รังสีบำบัด, การรักษาด้วยฮอร์โมน, การรักษาด้วยการเจาะจงกำหนดเซลล์มะเร็งเป้าหมายและการดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งจะเป็นการรักษาแบบไหนจะขึ้นอยู่กับชนิด, ตำแหน่ง, และเกรดของโรคมะเร็ง อีกทั้งขึ้นกับความปรารถนาของคนไข้ และความตั้งใจในการให้ความร่วมมือในการรักษา

.

บทความโดย นพ.สมบูรณ์ รุ่งพรชัย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย และเวชศาสตร์การกีฬา ศูนย์ Vitallife Wellness Center  ร.พ.บำรุงราษฎร์

อ้างอิงจาก

1) “Cancer Fact sheet N°297”. World Health Organization. February 2014. สืบค้นเมื่อ 10 June 2014.

2) “Defining Cancer”. National Cancer Institute. สืบค้นเมื่อ 10 June 2014.

3) “Cancer – Signs and symptoms”. NHS Choices. สืบค้นเมื่อ 10 June 2014.

4) Anand P, Kunnumakkara AB, Kunnumakara AB, Sundaram C, Harikumar KB, Tharakan ST, Lai OS, Sung B, Aggarwal BB (September 2008). “Cancer is a preventable disease that requires major lifestyle changes”. Pharm. Res. 25 (9): 2097–116. doi:10.1007/s11095-008-9661-9. PMC 2515569. PMID 18626751.

5) World Cancer Report 2014. World Health Organization. 2014. pp. Chapter 1.1. ISBN 9283204298.

6) “Heredity and Cancer”. American Cancer Society. สืบค้นเมื่อ July 22, 2013.

7) Kinzler, Kenneth W.; Vogelstein, Bert (2002). “Introduction”. The genetic basis of human cancer (2nd, illustrated, revised ed.). New York: McGraw-Hill, Medical Pub. Division. p. 5. ISBN 978-0-07-137050-9.

Beta Glucan Plus

 

เสริมภูมิคุ้มกัน สยบอนุมูลอิสระ ทำลายเซลล์ร้าย “ปราบมะเร็ง”

  • Beta Glucan สารอาหารมหัศจรรย์ ที่มีสรรพคุณพิเศษ ในการป้องกันและประกอบการรักษาโรคมะเร็ง
  • กระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้เห็น ดักจับ และทำลายเซลล์ร้าย เซลล์มะเร็ง สนับสนุนโดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์ชั้นนำทั่วโลก
  • Plus เสริมด้วย 2 สารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ได้แก่ Gamma Oryzanol และ Coenzyme Q10

 

______________________________________________________

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Beta Glucan ช่วยสู้มะเร็งได้อย่างไร?

Beta Glucan มีสรรพคุณกระตุ้นเม็ดเลือดขาว ให้เห็น ดักจับ และทำลายเซลล์มะเร็ง Beta Glucan เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะช่วยกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวขนาดใหญ่ (Macrophage) สังเกตเห็นเชื้อมะเร็ง รู้ว่าเป็นผู้บุกรุกและจะเข้าไปทำลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

จากการศึกษาของ Peter W. Mansell ในคนไข้ที่เป็นมะเร็งผิวหนัง 9 ราย พบว่าขนาดของเซลล์มะเร็งที่ผิวหนังของคนไข้ ลดลง เมื่อได้รับการฉีด เบต้ากลูแคน เข้าไปรวมกับผลการทดลองจากการฉายรังสีในระดับที่ เป็นอันตรายให้แก่หนูที่ได้รับ เบต้า-กลูแคน เป็นประจำ พบว่า 70% ของหนูทั้งหมดที่ทำการ ทดลองไม่ได้รับอันตรายจากผลของรังสี ซึ่งข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของ เบต้า-กลูแคน ได้เป็นอย่างดี

 

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์ชั้นนำของโลกหลายสิบแห่งสนับสนุนประโยชน์ของเบต้ากลูแคน เช่น มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ทูแล ดุ๊ก คาลิฟอร์เนีย หลุยส์วิส วอชิงตัน เป็นต้น และยังมีเอกสารทางวิชาการมากกว่า 1,000 รายงาน ซึ่งรับรองคุณสมบัติของเบต้ากลูแคนว่าช่วยเพิ่มภูมิต้านทานทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิด เบต้า 1,3/1,6 กลูแคน (Beta 1,3/1,6 Glucan)

 

3 เหตุผล ที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งควรทาน Beta Glucan

ทำไมผู้ป่วยโรคมะเร็งถึงควรทาน Beta Glucan เสริมในการรักษาโรคมะเร็ง? นี่คือ 3 เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Beta Glucan ถูกยอมรับว่ามหัศจรรย์ และช่วยรักษาโรคมะเร็ง

 

1. ช่วยรักษาโรคมะเร็ง โดยกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ดักจับ และทำลายเซลล์มะเร็ง กดเซลล์ร้าย ป้องกันการขยาย และกระจายตัวของเซลล์มะเร็ง

 

2. ลดผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยรังสี และเคมีบำบัด โดยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ได้รับอันตรายจากการฉายรังสี และเคมีบำบัดลดลง

 

3. ป้องกันการบุกรุกของเชื้อโรคร้าย ผู้ป่วยโรคมะเร็งมักจะมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากทั้งโรคมะเร็ง และผลข้างเคียงในการรักษา ทำให้ติดเชื้อโรคร้ายได้ง่าย และอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว เป็นอันตรายถึงชีวิต Beta Glucan จะช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้อ่อนแอลง ป้องกันเชื้อโรคร้ายเข้าสู่ร่างกาย

 

Beta Glucan Plus ของ Interpharma มีประสิทธิภาพสูงกว่า Beta Glucan ยี่ห้ออื่นๆ ในท้องตลาด เพราะ ไบโอเทคโนโลยีการผลิตชั้นสูง ทำให้ Beta Glucan มีอนุภาคขนาดเล็กมากระดับต่ำกว่า 5 ไมครอน (microparticulate) จากการวิจัยในต่างประเทศพบว่า เบต้ากลูแคนอนุภาคขนาดเล็กเท่านั้น ที่จับกับ receptor ขนาดเล็กมากของเซลล์ภูมิต้านทานของร่างกาย (เซลล์เม็ดเลือดขาว) และเซลล์สร้างเนื้อเยื่อของผิวหนังได้อย่างพอดีและแน่นหนา

  • อนุภาคเล็กกว่า 5 ไมครอน
  • เป็น Microparticulate Beta 1,3/1,6 Glucan*** ซึ่งเป็นชนิดที่ดีที่สุดใน Beta Glucan ทุกตัว สกัดจากผนังยีสต์จากขนมปังญี่ปุ่นเท่านั้น
  • เสริมด้วย Gamma Oryzanol และ Coenzyme Q10 ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการต้านมะเร็ง

 

นอกจากโรคมะเร็ง Beta Glucan Plus ยังเหมาะกับผู้ป่วยโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และโรคที่เกิดจากสารอนุมูลอิสระ (ของเสียจากการเผาผลาญพลังงานของเซลล์) ได้แก่

1. โรคจากระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องได้แก่ โรคภูมิแพ้, แผลเรื้อรังทั้งภายนอกและภายใน, โรคเอดส์ (AIDS), โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE), โรคตับอักเสบจากไวรัส และอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง

2. โรคที่เกิดจากอนุมูลอิสระ Beta Glucan มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ โรคไขมันในเลือดสูง, โรคเบาหวาน, โรคข้ออักเสบ, โรคหลอดเลือดตีบ

 

Beta Glucan Plus บรรจุกล่องละ 30 เม็ด รับประทานเป็นประจำวันละ 1-2 เม็ด เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ต้านมะเร็ง ภูมิแพ้ เบาหวาน ตับอักเสบ หลอดเลือดแดงแข็ง และสารพัดโรคจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง และอนุมูลอิสระ

สนใจผลิตภัณฑ์สามารถติดต่อสั่งซื้อโดยตรงกับบริษัท Interpharma ได้ที่เบอร์ 02-634-0225