หลักการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติก 10 ประการ

ข้อพิจารณาในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติก มีดังต่อไปนี้
1. ประกอบไปด้วยเชื้ออะไรบ้าง
โปรไบโอติกส่วนใหญ่ที่มีหลักฐานการวิจัยทางคลินิก มักจะมาจากเชื้อแบคทีเรียในตระกูล Lactococcus ตระกูล Lactobacillus และ ตระกูล Bifidobacterium
2. มีเชื้อกี่ชนิด และเชื้อแต่ละตัว มีหลักฐานการวิจัยทางการแพทย์ในด้านอะไรบ้าง
หลังจากที่พิจารณาตระกูลของเชื้อแล้ว ก็ควรดูในระดับสปีชีส์ พบว่า เชื้อในตระกูลเดียวกัน แต่คนละสปีชีส์ ก็จะมีบทบาทและหน้าที่ที่แตกต่างกัน เช่น บางตัวจะออกฤทธิ์โดยการไปแย่งที่กับเชื้อโรคจับกับผนังลำไส้ โปรไบโอติกบางตัวจะสร้างสารต้านเชื้อโรค ที่เรียกว่า bacterocin มากำจัดเชื้อโรค บางตัวจะสามารถสร้าง วิตามินและเอ็นไซม์ที่จำเป็นต่างๆต่อร่างกาย เช่น วิตามิน B, Folic acid, growth factor, ..เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพบว่า การมีหลายๆเชื้อ เช่น มากกว่า 2 เชื้อขึ้นไป จะให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า
3. มี ใยอาหาร หรือ พรีไบโอติก หรือไม่
พบว่า การมีพรีไบโอติกหรือใยอาหาร จะช่วยเสริมฤทธิ์กับโปรไบโอติก ทำให้เชื้อเจริญเติบโตที่ลำไส้ได้รวดเร็วขึ้น
4. ผลิตจากบริษัทหรือโรงงานมาตรฐานหรือไม่
ควรผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน ระดับ GMP และ ISO 9001
5. ได้รับการรับรองจาก อ.ย.
ควรผ่านการพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญพิจารณาถึงคุณภาพและความปลอดภัย
6. ได้รับการรับรองให้ใช้ในโรงเรียนแพทย์และคลินิกชั้นนำหรือไม่
โรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลชั้นนำ จะมีขั้นตอนในการพิจารณาเลือกเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่อผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่มักจะมีขั้นตอนอย่างน้อย 3 ขั้นตอน ตั้งแต่ระดับอนุกรรมการผู้เชี่ยวชาญ จนถึง คณะกรรมการยาและการบำบัด
7. อุณหภูมิในการเก็บรักษา
พบว่า จะสัมพันธ์กับเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต พบว่า ถ้าใช้มาตรฐานการผลิตที่สูง ก็จะสามารถเก็บได้จนถึงที่อุณหภูมิห้อง โดยที่เชื้อยังมีชีวิตอยู่
8. ปริมาณเชื้อ
ควรมีปริมานเชื้ออย่างน้อย หนึ่งพันล้านตัวขึ้นไป
9. รสชาติ
มีรสชาติที่ดี พบว่า จะทำให้สะดวกเวลาที่อยากจะรับประทาน โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ
10. ความสะดวกในการรับประทาน
เช่น สามารถโรยบนอาหาร ไอศรีม ขนมปัง หรือ ผสมร่วมกับเครื่องดื่มเย็นได้ทุกชนิด เช่น น้ำส้ม นม น้ำผลไม้ต่างๆ เป็นต้น
 
ข้อแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกของบริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา กับ ผลิตภัณฑ์อื่นๆในท้องตลาด
1. สูตรตำรับ (Formulation) ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกของบริษัท อินเตอร์ฟาร์มา ซึ่งเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ไบโอเทคโนโลยี เป็น สูตรตำรับที่เรียกว่า Total Synbiotic ซึ่งเป็นวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของโปรไบโอติกในปัจจุบัน โดยวิวัฒนาการของการพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรไบโอติก จะเริ่มจาก
การพัฒนาขั้นที่ 1 ใช้เชื้อเพียงตัวเดียว (Monostrain) ซึ่งจากการวิจัยพบว่า การมี เชื้อตัวเดียว จะยังไม่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดี เพราะพบว่า กลไกการออกฤทธิ์ของโปรไบโอติกแต่ละตัว จะแตกต่างกัน บางตัวจะออกฤทธิ์โดยการไปแย่งที่กับเชื้อโรคจับกับผนังลำไส้ โปรไบโอติกบางตัวจะสร้างสารต้านเชื้อโรค ที่เรียกว่า bacterocin มากำจัดเชื้อโรค บางตัวจะสามารถสร้าง วิตามินและเอ็นไซม์ที่จำเป็นต่างๆต่อร่างกาย เช่น วิตามิน B, Folic acid, growth factor, ..เป็นต้น
การพัฒนาขั้นที่ 2 เป็นการพัฒนาโดยใช้เชื้อหลายๆสายพันธุ์ (Multi-Strain หรือที่เรียกว่า Probiotic Mixture) พบว่าควรมีมากกว่า 2 ตัวขึ้นไป และมีจำนวนที่เหมาะสม ซึ่งขึ้นกับการวิจัยว่า เชื้อแต่ละตัวที่มารวมกันจะช่วยเสริมกันในเรื่องอะไรบ้าง
การพัฒนาขั้นที่ 3 เป็นสูตร Synbiotic (Probiotic + Prebiotic) เป็นการใช้โปรไบโอติก Probiotic ร่วมกับ พรีไบโอติก Prebiotic หรือ ใยอาหาร ซึ่งเป็นอาหารของเชื้อ พบว่า การมี พรีไบโอติก จะช่วยให้เชื้อสามารถเจริญเติบโตในลำไส้ได้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น
การพัฒนาขั้นสูงสุด Total Synbiotic (Multi-Probiotic Strain + Multi-Prebiotic) เป็นการใช้โปรไบโอติกหลายๆสายพันธุ์ ร่วมกับ พรีไบโอติกหลายชนิด ซึ่งเป็นสูตรตำรับของผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกของบริษัทอินเตอร์ฟาร์มา อาทิเช่น TS6, Probac 7 และ Probac 10 Plus
2. ตระกูลและสายพันธุ์ของโปรไบโอติก (Genus & Specie) ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกของ บริษัทอินเตอร์ ฟาร์มา เป็น โปรไบโอติกจาก กลุ่มหรือชื่อตระกูล Lactobacillus (Genus), ตระกูล Bifidobacterium( Genus) , ตระกูล Lactococcus ซึ่งเป็นกลุ่มของเชื้อที่พบตามธรรมชาติในลำไส้ของร่างกายคนปกติ จากการวิจัย พบว่า ทั้งสามตระกูล มีส่วนสำคัญทำให้ร่างกายของมนุษย์ มีสุขภาพแข็งแรง โดยการสร้างสมดุลย์ของระบบทางเดินอาหาร (ซึ่งระบบทางเดินอาหารเปรียบเสมือน Second Brain หรือสมองส่วนที่สอง) และแบคทีเรียทั้งสามกลุ่มจะมีหลักฐานการวิจัยมากที่สุด โดยในแต่ละตระกูล ก็จะมีหลายๆสายพันธุ์ หรือที่เรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า สปีชี่ ซึ่งสายพันธุ์ที่เลือกใช้ ในผลิตภัณฑ์ของอินเตอร์ ฟาร์มา ใช้มาตรฐานสากล คือ GRAS (Generally regarded as safe) ตัวอย่าง เช่น TS6 และ Probac 7 มาจากโปรไบโอติก 3 ตระกูล 6 สายพันธุ์ ในขณะที่ Probac 10 Plus มาจากเชื้อโปรไบโอติก 4 ตระกูล 10 สายพันธุ์ ซึ่งเชื้อทั้ง 6 ตัว จะครอบคลุมในเกือบทุกระบบ มีบทบาททางการแพทย์ทั้งการรักษาและป้องกันในหลายๆโรค
3. คุณภาพและมาตรฐานการผลิต (Quality and Manufacturing Standard) ควรผลิตจากโรงงานมาตรฐานระดับ GMP และ ISO 9001 ซึ่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทอินเตอร์ฟาร์มา ผลิตจากโรงงานมาตรฐานระดับ GMP และ ISO 9001
4. อุณหภูมิในการเก็บรักษา (Storage Temperature) ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกจากบริษัทอินเตอร์ฟาร์มา ผลิตด้วยไบโอเทคโนโลยีชั้นสูง ทำให้สามารถเก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง หรือ ถึง 30 องศาเซลเซียส ซึ่งพบว่า ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดหลายตัว ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ต่ำ จึงต้องเก็บในที่เย็น พบว่า เชื้อจะตายไปจำนวนมาก ในระหว่างการขนส่ง หรือ แม้กระทั่งการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องทั่วไป ทำให้ต้องเก็บในที่เย็นตลอดเวลาหรือต้องแช่น้ำแข็ง ในหลายๆกรณี พบว่า ผลิตภัณฑ์ได้เสื่อมสภาพไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อไม่เก็บในที่เย็น
5. มาตรฐานการรับรอง (Approval Standard) ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติก ของบริษัทอินเตอร์ ฟาร์มา ได้รับการรับรองจาก องค์การอาหารและยา เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งยืนยันถึงความปลอดภัย และได้รับการรับรองให้ใช้ใน โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำและศูนย์สุขภาพชั้นนำระดับโลก
6. ปริมาณเชื้อที่เพียงพอ (Optimal Probiotic Amount) ผลิตภัณฑ์โปรไบโอติกของ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา อยู่ในรูปแบบผง โดยในหนึ่งซอง มีปริมาณ 2 กรัม หรือ 2,000 มิลลิกรัม เทียบเท่ากับ แคปซุล (ขนาด 250 มิลลิกรัม ) ถึง 8 แคปซูล มีปริมาณเชื้อขั้นต่ำ มากกว่า 20,000 ล้าน CFU ต่อซอง
7. รสชาติอร่อย (Good Taste) สามารถฉีกซอง เทเข้าปาก แล้วเคี้ยวเหมือนทานขนม (มีรายงานการวิจัยในการช่วยป้องกันฟันผุ โดยการต้านเชื้อโรคที่ทำให้ฟันผู) หรือ จะโรยบนอาหาร เช่น ข้าว ขนมปัง ไอศรีม หรือ ทานร่วมกับเครื่องดื่มเย็นได้ทุกชนิด เช่น น้ำส้ม นม น้ำผลไม้ต่างๆ เป็นต้น